บทที่ 8 การวัดและประเมินผล - PDF

Summary

เอกสารสรุปเกี่ยวกับการวัดและการประเมินผลทางการศึกษา ครอบคลุมความหมาย จุดมุ่งหมาย หลักการ และเครื่องมือต่างๆ รวมถึงการประเมินผลจากสภาพจริง การใช้รูบริค และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน

Full Transcript

บทที่ 8 การวัดและประเมินผล เนื้อหาในการสอน 1. ความหมายของการวัดผล การทดสอบ และการประเมินผล 2. จุดมุ่งหมายของการวัดผลและประเมินผลการเรียน 3. หลักการวัดผลและประเมินผลการเรียน 4. เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลและประเมินผลการเรียน ความหมายของการวัดผลการทดสอบ และการประเมินผล...

บทที่ 8 การวัดและประเมินผล เนื้อหาในการสอน 1. ความหมายของการวัดผล การทดสอบ และการประเมินผล 2. จุดมุ่งหมายของการวัดผลและประเมินผลการเรียน 3. หลักการวัดผลและประเมินผลการเรียน 4. เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลและประเมินผลการเรียน ความหมายของการวัดผลการทดสอบ และการประเมินผล 1. การวั ด ผล (Measurement) หมายถึง กระบวนการหาปริมาณหรื อ จำนวนของสิ่งต่าง ๆ โดยใช้เครื่องมืออย่างใดอย่างหนึ่ง ผลจากการวัดจะออกมาเป็น ตัวเลขหรือสัญลักษณ์ เช่น นายเอ สูง 187 ซม. (ใช้เครื่องมือวัด คือ ที่วัดส่วนสูง) ถัง แก๊ส หนัก 3.5 ก.ก (เครื่องมือวัด คือ เครื่องชั่งน้ำหนัก) เป็นต้น 2. การทดสอบ (Testing) หมายถึง กระบวนการวัดผลอย่างหนึ่งที่กระทำ อย่างมีระบบ เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบความสามารถของบุคคล โดยใช้ข้อสอบหรือ คำถามไปกระตุ้นให้สมองแสดงพฤติกรรมอย่างใดอย่า งหนึ่งออกมา เช่น มะลิสอบวิ ชา ภาษาไทยได้ 95 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน (ใช้แบบทดสอบวิชาภาษาไทย) 3. การประเมินผล (Evaluation) หมายถึง การตัดสินหรือวินิจฉัยสิ่งต่าง ๆ ที่ ได้จากการวัดผล หรือจากการทดสอบ เช่น ผลจากการวัด ความสูงของ นายเอ ได้ 187 ซม. ก็อาจประเมินว่าเป็นคนที่สูงมาก / ผลจากการการทำแบบทดสอบวิชาภาษาไทยก็ อาจจะประเมินว่าเก่ง เป็นต้น จุดมุ่งหมายของการวัดและประเมินผลการเรียน เพื่อพิจารณาและพัฒนาสมรรถภาพของนักเรียน 1. การวัดผลเพื่อดูว่านักเรียนบกพร่องหรือไม่เข้าใจในเรื่องใดอย่างไร แล้วจึงประเมินว่าผ่านตามวัตถุประสงค์หรือไม่ เพื่อวินิจฉัย ค้นหาจุดบกพร่องของนักเรียนที่มีปัญหาว่ายังไม่เกิดการเรียนรู้ตรงจุดใดและประเมินเพื่อหาแนวทางในการ 2. ช่วยเหลือต่อไป เพื่อจัดอันดับหรือจัดตำแหน่ง 3. ดูความสามารถของนักเรียนในกลุ่มเดียวกันและประเมินว่าใครเก่งกว่าใคร และใครควรได้อันดับที่ 1 2 3.. เพื่อเปรียบเทียบหรือเพื่อทราบพัฒนาการของนักเรียน 4. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถของนักเรียนเองแล้วประเมินว่าสูงขึ้นหรือไม่ เพื่อพยากรณ์ 5. เพือ่ นำผลที่ได้ไปประเมินในลักษณะการคาดคะเนหรือทำนายเหตุการณ์ในอนาคต เพื่อประเมินผล เพือ่ นำผลที่ได้มาตัดสินหรือสรุปคุณภาพของการสอนว่ามีประสิทธิภาพสูงหรือต่ำ และ 6. ควรปรับปรุงแก้ไขอย่างไร หลักการวัดผลและประเมินผลการเรียน 1. ต้องวัดให้ตรงกับจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน 2. เลือกใช้เครื่องมือที่ดีและเหมาะสม 3. ระวังความคลาดเคลื่อนหรือความผิดพลาดของการวัด ประเมินผลการวัดให้ถูกต้อง และยุติธรรม ใช้ผลการวัดให้คุ้มค่า เพื่อพัฒนาสมรรถภาพของผู้เรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลและประเมินผลการเรียน แบบสังเกต การสัมภาษณ์ แบบสอบถาม ผู้สังเกตเข้าไปร่วมใน การสัมภาษณ์แบบ แบบสอบถามแบบ เหตุการณ์หรือ ไม่มีโครงสร้าง ปลายเปิด กิจกรรม การสัมภาษณ์แบบมี แบบสอบถามปลายปิด ผู้สังเกตไม่ได้เข้าไป โครงสร้าง ร่วมในเหตุการณ์ แบบสอบถามชนิดปลายปิดแบ่งเป็น 4 แบบ ดังนี้ แบบตรวจสอบรายการ (Checklist) การจะถูกประเมินหรือชี้ให้ตอบในแง่ใดแน่หนึง่ เช่น มี-ไม่มี จริง-ไม่จริง มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) เป็นเครื่องมือที่ใช้ในประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ทักษะต่าง ๆ มีระดับความ เข้มให้พิจารณาที่นิยมใช้ ได้แก่ 3 และ 5 ระดับ แบบจัดอันดับ (Rank Order) มักจะให้ผู้ตอบจัดอันดับความสำคัญหรือคุณภาพ โดยให้ผู้ตอบเรียงลำดับตามความเข้ม จากมากไปหาน้อย แบบเติมคำสั้น ๆ ในช่องว่างแบบสอบถามลักษณะนี้จะต้องกำหนดขอบเขตจำเพาะเจาะจงลงไป การประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสม การวัดผลและประเมินผล ผลงาน (Portfolios) ภาคปฏิบัติ เป็นแนวทางการประเมินผลโดย เป็นการวัดและประเมินผลงานที่ให้ การรวบรวมข้อมูลที่ครูและผู้เรียน นักเรียนลงมือปฏิบัติ ซึ่งสามารถ ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันโดย วัดและประเมินได้ทั้งกระบวนการ กระทำอย่างต่อเนื่องตลอดภาค และผลงานในสถานการณ์จริงหรือ เรียน ในสถานการณ์จำลอง การประเมินผลจากสภาพจริง (Authentic Assessment) เป็นกระบวนการสังเกต การบันทึก และรวบรวมข้อมูลจากงาน และวิธีการที่ นักเรียนทำการประเมินผลจากสภาพจริง จะเน้นให้น ักเรียนสามารถแก้ปัญหาเป็น ผู้ ค้นพบและผลิตความรู้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติจริ ง รวมทั้งเน้นพัฒนาการเรียนรู้ ของ นักเรียน โดยแนวทางการประเมินผลจากสภาพจริงนั้นมีแนวทางประเมินด้วยมาตาร ที่เรียกว่า รูบริค (Rubric) ประโยชน์ของรูบริค 1. ช่วยให้การคาดหวังของครูที่มีต่อผลงานของนักเรียนบรรลุผลสำเร็จได้ โดยนักเรียน จะเกิดความเข้าใจ และสามารถใช้รูบริคต่อการประเมินและพัฒนาชิ้นงานของตน 2. ช่วยให้ครูเกิดความกระจ่างชัดยิ่งขึ้นว่า ต้องการให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้หรือ พัฒนาการอะไรบ้าง 3. ช่วยให้นักเรียนสามารถบรรลุคุณลักษณะจากงานที่เป็นตัวอย่างได้โดยรูบริค ตรวจสอบ 4. ช่วยให้นักเรียนสามารถควบคุมตนเองในการปฏิบัติงานเพื่อไปสู่ความสำเร็จ 5. เป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมการปฏิบัติงานต่าง ๆ ของนักเรียนได้เป็นอย่างดี 6. ช่วยให้บุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ปกครอง ผู้สนับสนุน ศึกษานิเทศได้เกิดความเข้าใจ เกณฑ์ในการตัดสินผลงานนักเรียนที่ผู้ใช้ 7. ช่วยในการให้เหตุผลประกอบการให้ระดับผลการเรียนของนักเรียนได้ 8. ช่วยเพิ่มคุณภาพผลงานของนักเรียน จุดประสงค์ของการสร้างรูบริค มีดังนี้ 1. เพื่อการประเมินกระบวนการ (Process) เช่น ประเมินการเรียนรู้เป็นทีม กลยุทธ์ การสัมภาษณ์ เป็นต้น 2. เพื่อประเมินผลผลิต (product) เช่น ประเมินแฟ้มสะสมผลงาน รายงานการวิจัย นิทรรศการ ผลงานศิลปะ เป็นต้น 3. เพื่อประเมินการปฏิบัติ (performance) เช่น ประเมินการนำเสนอปากเปล่า การ อภิปราย การสาธิต เป็นต้น องค์ประกอบของรูบริค ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ 1. เกณฑ์หรือประเด็นที่จะประเมิน (criteria) เป็นการพิจารณาว่าภาระงาน หรือชิ้นงานนั้น ๆ ประกอบด้วยคุณภาพกี่ด้าน อะไรบ้าง 2. ระดับความสามารถหรือระดับคุณภาพ (Performance level) เป็นการ กำหนดจำนวน ระดับของเกณฑ์ส่วนมากประกอบด้วย 3-6 ระดับ 3. การบรรยายคุณภาพของแต่ละระดับความสามารถ (Quality Description) เป็นการเขียนคำอธิบายความสามารถให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนในแต่ละ ระดับ ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการตรวจให้คะแนน ตัวอย่างการประเมินโดยใช้รูบริค แบบทดสอบ (Test) 1. แบ่งตามสมรรถภาพที่จะวัด แบ่งเป็น 3 ประเภท 1.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ (Achievement Test) หมายถึง แบบทดสอบทีว่ ัด สมรรถภาพด้านสมองที่นักเรียนได้รับการเรียนรู้ผ่านมาแล้วว่ามีอยู่เท่าใด แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น และแบบทดสอบมาตรฐาน 1.2 แบบทดสอบวัดความถนัด (Aptitude Test) หมายถึง แบบทดสอบที่ม่งุ วัด สมรรถภาพทางสมองของผู้เรียน แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ แบบทดสอบวัดความถนัดทางการ เรียน และแบบทดสอบวัดความถนัดเฉพาะหรือความสามารถพิเศษ 1.3 แบบทดสอบวัดบุคลิกภาพทางสังคม หมายถึง แบบทดสอบทีใ่ ช้วัด บุคลิกภาพและการปรับตัวให้เข้ากับสังคมซึ่งเป็นเรื่องที่วัดได้ยาก ผลที่ได้ไม่คงที่ แน่นอน ได้แก่ 1) แบบทดสอบวัดเจตคติที่มีต่อบุคคล สิ่งของ เรื่องราว 2) แบบทดสอบวัดความสนใจที่มีต่ออาชีพ การศึกษา 3) แบบทดสอบวัดการปรับตัว เช่น การปรับตัวเข้ากับเพื่อน ๆ 2. แบ่งตามลักษณะการตอบ 2.1 แบบทดสอบภาคปฏิบัติ หมายถึงแบบทดสอบที่ให้นกั เรียนลงมือปฏิบัติจริง เช่น การอ่านทำนองเสนาะ 2.2 แบบทดสอบข้อเขียน หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้การเขียนตอบ 2.3 แบบทดสอบปากเปล่า หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้การพูดโต้ตอบแทนการเขียน 3. แบ่งตามเวลาที่กาหนดให้ตอบ 3.1 แบบทดสอบที่จำกัดเวลาในการตอบ หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้เวลาน้อย 3.2 แบบทดสอบที่ไม่จำกัดเวลาในการตอบ หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้เวลาตอบมาก 4. แบ่งตามจานวนผู้เข้าสอบ 4.1 แบบทดสอบเป็นรายบุคคล หมายถึง การสอบทีละคน มักเป็นการสอบภาคปฏิบัติ 4.2 แบบทดสอบเป็นหมู่ หมายถึง การสอบทีละหลาย ๆ คน 5. แบ่งตามสิ่งเร้าของการถาม 5.1 แบบทดสอบทางภาษา หมายถึง แบบทดสอบที่ต้องอาศัยภาษาของสังคมนั้น ๆ เป็นหลักใช้กับผู้ที่อ่านออกเขียนได้ 5.2 แบบทดสอบที่ไม่ใช้ภาษา หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้รูปภาพสัญลักษณ์หรือตัวเลข 6. แบ่งตามลักษณะของการใช้ประโยชน์ 6.1 แบบทดสอบย่อย หมายถึง แบบทดสอบประจำบท หรือหน่วยการเรียน 6.2 แบบทดสอบรวม หมายถึง แบบทดสอบสรุปเนื้อหาที่เรียนผ่านมาตลอดภาคเรียน 7. แบ่งตามเนื้อหาของข้อสอบในฉบับ 7.1 แบบทดสอบอัตนัย หมายถึง แบบทดสอบที่มีเฉพาะคำถามนักเรียนต้องคิดหา คำตอบเอง 7.2 แบบทดสอบปรนัย หมายถึง แบบทดสอบที่มีทั้งคำถามและคำตอบเฉพาะคงที่ แน่นอน การสร้างแบบทดสอบชนิดต่าง ๆ 1. แบบทดสอบอัตนัยหรือความเรียง (Subjective or Essay Test) โดยมีลักษณะทั่วไปเป็นข้อสอบ ที่มีเฉพาะคำถามแล้วให้เขียนคำตอบอย่างเสรี หลักในการสร้าง 1.1 เขียนคำชี้แจงเกี่ยวกับวิธีการตอบให้ชัดเจน 1.2 ควรเขียนคำถามให้ชัดเจน และควรใช้คำถามให้ใช้ความคิด เช่น จงอธิบาย จงวิเคราะห์ 1.3 กำหนดเวลาให้ตอบนานพอสมควร 1.4 เลือกถามเฉพาะจุดที่สำคัญของเรื่อง 1.5 คำถามแต่ละข้อมีความยากง่ายไม่เท่ากัน 2. แบบทดสอบแบบกาถูก-ผิด (True - false Test) ลักษณะทั่วไปของข้อสอบนี้คือ ให้ เลือกตอบจาก 2 ตัวเลือก เช่น ถูก - ผิด หรือ ใช่ - ไม่ใช่ หลักในการสร้าง 2.1 เขียนคำถามให้รัดกุมสั้น ๆ 2.2 ควรเขียนคำถามด้วยภาษาง่าย ๆ ชัดเจน ตรงไปตรงมา 2.3 ควรออกข้อสอบให้มีข้อถูกกับข้อผิดจำนวนใกล้เคียงกัน 2.4 หลักการให้คะแนน ไม่ควรใช้วิธีหักคะแนนหรือติดลบในข้อที่ตอบผิด 3. แบบทดสอบแบบเติมคา (Completion Test) ลักษณะทั่วไปเป็นข้อสอบที่ประกอบด้วย ประโยคหรือข้อความที่ยังไม่สมบูรณ์แล้วให้ผู้ตอบเติมคำ หรือประโยค หลักในการสร้าง 3.1 ไม่ควรใช้ข้อความหรือประโยคจากหนังสือแล้วตัดคำบางคำ หรือบางข้อความ ออกมาใช้เป็นคำถาม 3.2 คำตอบที่ต้องการให้เติมหรือที่ถูกจะต้องเป็นคำตอบที่เจาะจงไม่ดีความได้หลายนัย 3.3 แต่ละข้อความให้เติมแห่งเดียวในตอนท้ายของประโยคหรือข้อความ แต่ถ้าจำเป็น อาจเว้นให้เติมส่วนอื่น 3.4 ตำแหน่งที่เติมต้องเป็นจุดสำคัญจริงๆ 4. แบบทดสอบแบบตอบสั้น ๆ (Short Answer Test) หลักในการสร้าง 4.1 คำตอบที่ต้องการมักจะสั้น เป็นคำเดียว วลีเดียว หรือประโยคสั้น ๆ 4.2 คำตอบที่ได้ต้องเป็นประเภทตายตัวแน่นอน 4.3 มักจะเป็นคำถามที่ถามเกี่ยวกับศัพท์ กฎ นิยาม ทฤษฎี หลักการ 5. แบบทดสอบแบบจับคู่ (Matching Test) ลักษณะทั่วไปเป็นข้อสอบเลือกตอบชนิดหนึ่ง โดยมีคำ หรือข้อความแยกออกจากกันเป็น 2 ชุด แล้วให้ผู้ตอบเลือกจับคู่ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่ง หลักในการสร้าง 5.1 ตัวเลือกต้องมีจำนวนมากกว่าตัวยืน 2 - 4 ข้อ 5.2 ตัวยืนควรจะมีจำนวน 5 - 15 ข้อ ถ้าตัวยืนมีจำนวนน้อยเกินไปจะจับคู่หาคำตอบได้ง่าย 5.3 ตัวยืนในแต่ละข้อมีโอกาสจับคู่กับตัวเลือกทุกข้อ 5.4 ข้อสอบในชุดตัวยืนและตัวเลือกทุกข้อต้องอยู่ในหน้าเดียวกัน 5.5 ต้องระบุความสัมพันธ์ของข้อความทั้งสองชุดให้ชัดเจน ว่ายึดความสัมพันธ์แบบใด 5.6 รูปแบบของข้อสอบจับคู่ ส่วนใหญ่จะให้ผู้ตอบนำอักษรหน้าข้อความทางขวามือไปใส่ ในวงเล็บหน้าข้อความทางด้านซ้ายมือที่คิดว่าสัมพันธ์กัน 6. แบบทดสอบเลือกตอบ (Multiple Choice Test) ลักษณะทั่วไป คือ คำถามแบบเลือกตอบ คำถามแบบเลือกตอบที่ดีนิยมใช้ตัวเลือกที่ใกล้เคียงกันดูเผิน ๆ เห็นว่าทุกตัวเลือกถูกหมด หลักในการสร้าง 6.1 เขียนตอนนำให้เป็นประโยคคำถามสมบูรณ์ อาจใส่เครื่องหมายปรัศนี (?) 6.2. เน้นเรื่องจะถามให้ชัดเจนและตรงจุด ไม่คลุมเครือ 6.3 ควรถามในเรื่องที่มีคุณค่าต่อการวัด 6.4 อย่าใช้คำฟุ่มเฟือย 6.5 ควรเรียงลำดับตัวเลขในตัวเลือกต่าง ๆ 6.6 เขียนตัวเลือกให้อิสระขาดจากกัน 6.7 ควรมีตัวเลือก 4 - 5 ตัว 6.8 อย่าแนะคำตอบ 7. การเขียนแบบทดสอบวัดพฤติกรรมด้านพุทธิพสิ ัย บลูม (Bloom) ได้อธิบายพฤติกรรมด้าน พุทธิพิสัยว่าสามารถแบ่งย่อย ๆ เป็น 6 ด้าน ดังต่อไปนี้ 7.1 ความรู้ความจา (Knowledge) หมายถึง ความสามารถของสมองที่เก็บสะสม เรื่องราวต่าง ๆ หรือประสบการณ์ทั้งปวงที่ตนได้รับรู้มา จำแนกได้ดังนี้ 1. ความรู้ในเนื้อเรื่อง หมายถึง การถามเกี่ยวกับเรื่องราวหรือเนื้อหาสาระตาม ท้องเรื่องนั้น 2. ความรู้เกี่ยวกับศัพท์และนิยาม หมายถึง การถามเกี่ยวกับคำศัพท์ นิยาม คำ แปล ชื่อ ความหมาย อักษรย่อ สัญลักษณ์ เครื่องหมาย และรูปภาพ 3. ความรู้เกี่ยวกับกฎและความจริง หมายถึง การถามเกี่ยวกับกฎ สูตร ขนาด ความจริงตามท้องเรื่อง ทิศทาง ปริมาณ เวลา คุณสมบัติ ระยะทาง เปรียบเทียบ และสาเหตุ 4. ความรู้ในวิธีดำเนินการ หมายถึง การถามเกี่ยวกับขั้นตอนของกิจกรรม วิธีดำเนิน เรื่องราว และวิธีประพฤติปฏิบัติ 5. ความรู้เกี่ยวกับระเบียบแบบแผน หมายถึง การถามเกี่ยวกับแบบฟอร์ม ระเบียบ แบบแผน วัฒนธรรม ประเพณี การใช้คำสุภาพ และคำราชาศัพท์ 6. ความรู้เกี่ยวกับลำดับขั้นและแนวโน้ม หมายถึง การถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน - หลัง ข้อคำถามแนวโน้มส่วนใหญ่ใช้คำว่า มักจะ เพราะเป็นการคาดคะเนเหตุการณ์ 7. ความรู้เกี่ยวกับการจัดประเภท หมายถึง การถามให้จำแนก แจกแจงจัดประเภท หรือถามในรูปปฏิเสธ เช่น ไม่เข้าพวก ไม่เข้ากลุ่ม 9. ความรู้เกี่ยวกับวิธีการ หมายถึง การถามวิธีปฏิบัติ การกระทำกิจกรรม ขั้นตอนการ ทำงาน เช่น ปฏิบัติอย่างไร ทำโดยวิธีใดจึงจะมีประสิทธิภาพ 10. ความรู้รวบยอดในเนื้อเรื่อง หมายถึง ความสามารถในการค้นหาหลักการหรือหัวใจ ของเรื่อง 11. ความรู้เกี่ยวกับหลักวิชาและการขยาย หมายถึง หัวใจของเรื่องราวที่เกิดจากหลาย ๆ ความคิดรวบยอดมารวมกัน 12. ความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีและโครงสร้าง หมายถึง ถามเกี่ยวกับคติและหลักการของ หลายเนื้อหาที่ไม่สัมพันธ์กัน 7.2 ความเข้าใจ (Comprehension) หมายถึง ความสามารถในการนำความรู้ความจำไป ดัดแปลง ปรับปรุง เพื่อให้สามารถจับใจความ หรือเปรียบเทียบ ย่อเรื่องราวความคิดข้อเท็จจริง ต่าง ๆ จำแนกได้ดังนี้ 1. การแปลความ หมายถึง ความสามารถแปลงสิ่งซึ่งอยู่ในระดับหนึ่งไปยังอีกระดับหนึ่ง ได้แก่ สุภาษิต สำนวน โวหาร 2. การตีความหมาย หมายถึง การจับใจความสำคัญของเรื่องหรือการเอาเรื่องราว เดิมมาคิดในแง่ใหม่ 3. การขยายความ หมายถึง การคาดคะเนหรือคาดหวังว่าจะมีสิ่งนั้นเหตุการณ์นั้น เกิดขึ้นในอดีต หรืออนาคต โดยอาศัยแนวโน้มที่ทราบว่ามาเป็นหลัก 7.3 การนาไปใช้ (Application) หมายถึง ความสามารถในการนำความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ ไปใช้ในสถานการณ์จริงหรือในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน 7.4 การวิเคราะห์ (Analysis) หมายถึง การแยกแยะ พิจารณาดูรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ หรือ เรื่องราวต่าง ๆ เป็นการใช้วิจารณญาณเพื่อไตร่ตรอง จำแนกได้หลายชนิด ได้แก่ 1. การวิเคราะห์ความสำคัญ หมายถึง การพิจารณาหรือจำแนกว่าชิ้น ส่วนใด เรื่องใด ตอน ใด สำคัญที่สุด หรือหาจุดเด่น หรือจุดประสงค์สำคัญ 2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ หมายถึง การค้นหาความเกี่ยวข้อง ระหว่างคุณลักษณะ สำคัญของเรื่องราวหรือสิ่งต่าง ๆ ว่าชิ้นส่วนใดสัมพันธ์กัน 3. การวิเคราะห์หลักการ หมายถึง การให้พิจารณาดูชิ้นส่วน หรือส่วนปลีกย่อยต่าง ๆ ว่า ทำงานโดยใช้หลักการใดเป็นแกนกลาง 7.5 การสังเคราะห์ (Synthesis) หมายถึง ความสามารถในการผสมผสานเรื่องราวหรือสิ่งต่าง ๆ ตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปเข้าด้วยกันเพื่อสร้างเป็นเรื่องราวใหม่ 1. การสังเคราะห์ข้อความ หมายถึง การนำเอาความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ มาผสม หรือปรับปรุงแต่งขึ้นใหม่ เกิดเป็นข้อความหรือเรื่องราวใหม่ ๆ เช่น การเขียนเรียงความ 2. การสังเคราะห์แผนงาน หมายถึง เป็นการวัดความสามารถในการเขียน โครงการ แผนปฏิบัติงาน 3. การสังเคราะห์ความสัมพันธ์ หมายถึง การเอาความสำคัญและหลักการต่าง ๆ มา ผสมให้เป็นเรื่องเดียวกัน ทำให้เกิดเป็นสิ่งสำเร็จหน่วยใหม่ที่มีความสัมพันธ์แปลกไปจากเดิม 7.6 การประเมินค่า (Evaluation) หมายถึง การวินิจฉัย หรือตีราคาเรื่องราวความคิดเหตุการณ์ ต่าง ๆ โดยสรุปคุณค่าว่า ดี - เลว จำแนกได้ดังนี้ 1. การประเมินค่าโดยอาศัยข้อเท็จจริงภายใน หมายถึง การประเมินค่าโดยใช้ข้อเท็จจริง ต่าง ๆ ตามท้องเรื่อง หรือตามสถานการณ์นั้น ๆ 2. การประเมินค่าโดยอาศัยเกณฑ์ภายนอก หมายถึง การประเมินค่าโดยใช้เกณฑ์จากสิ่ง ภายนอกเรื่องราวนั้น ๆ เป็นหลักการพิจารณาตัดสินการวัดผลและประเมินผลจากการจัดเรียนรู้ ดำเนินการโดยใช้เครื่องมือชนิดต่าง ๆ ให้สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนรูแ้ ต่ละ ครั้ง สรุป การวัดผลและประเมินผลมีความสำคัญกับการจัดการเรียนการสอนทุกระดับ ครูผู้สอน ต้องสร้างเครื่องมือหรือเทคนิคที่ใช้ในการวัดผลทางการศึกษาจะวัดเกี่ยวกับพฤติกรรมของ ผู้เรียน ผู้ใช้เครื่องมือต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับ พฤติกรรมที่ต้องการวัด เครื่องมือแต่ละชนิด มิได้ใช้วัดทุกลักษณะพฤติกรรม บ่อยครั้งต้องใช้เครื ่องมือหลายชนิดประกอบกัน เพื่อจะวัด พฤติกรรมเพียงลักษณะหนึ่งเท่านั้น อย่างไรก็ตามการมีเครื่องมือหลายชนิดเช่นนี้จะช่วยให้ สามารถวัดตัวนักเรียนได้ทั้ง 3 ด้าน คือ พุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย คาถามท้ายบท 1. จงอธิบายจุดมุ่งหมายของการวัดผลและประเมินผลการเรียน 2. จงอธิบายหลักการวัดผลและประเมินผลการเรียน 3. จงอธิบายว่าการวัดผลและประเมินผลการเรียนมีความสำคัญต่อการจัดกิจกรรมการเรียนสอน อย่างไร 4. จงออกแบบเครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลและประเมินผล มา 1 ตัวอย่าง บทที่ 7 การวางแผนการสอน เนื้อหาในการสอน 1. ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ 2. ความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ 3. กำหนดการสอน 4. แผนการจัดการเรียนรู้ 5. ลักษณะแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดี 6. การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ คือ การเตรียมการสอนอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ลวงหน้าเพื่อเป็น แนวทางการสอนสำหรับครู จะช่วยให้การเรียนการสอนบรรลุจุดประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลที่ผู้สอนต้องเตรียมในแผนการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ 1. การกำหนดจุดประสงค์ 2. การคัดเลือกเนื้อหา 3. การกำหนดกิจกรรมการเรียนการสอน 4. การเลือกสื่อการเรียนการสอน 5. การวัดผลประเมินผล ความสาคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ 1. ทำให้ผู้สอนสอนด้วยความมั่นใจ 2. ทำให้เป็นการสอนที่มีคุณค่าคุ้มกับเวลาที่ผ่านไป เพราะผู้สอนสอนอย่างมีแบบแผน มี เป้าหมาย และมีทิศทางในการสอน 3. ทำให้เป็นการสอนที่ตรงตามหลักสูตร 4. ทำให้การสอนบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพดีกว่าสอนไม่มีการวางแผน 5. ทำให้ผู้สอนมีเอกสารเตือนความจำ สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการสอนต่อไป 6. ทำให้ผู้เรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อผู้สอนและต่อวิชาที่เรียน เพราะผู้สอนสอนด้วยความ พร้อม กาหนดการสอน การที่ครูผู้สอนจะจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ ครูผู้สอนต้องทำกำหนดการ สอนก่อน กำหนดการสอนจึงเป็นเอกสารสำคัญที่ครูทุกคนจะต้องใช้เป็นหลักในการ จัดแผนการจัดการเรียนรู้ เพราะกำหนดการสอนเป็นการสอนระยะยาว ได้ทราบ เนื้อหาที่จะต้องสอนตลอดภาคเรียนนั้น และเป็นประโยชน์ฝ่ายวิชาการและฝ่าย บริหารของโรงเรียนในการวางแผนงานบริหารด้านวิชาการของโรงเรียน กาหนดการสอน คือ แผนงานการสอนหรือโครงการสอนที่ จัดทำขึ้นจาก หลั ก สู ต รและคู ่ ม ื อ ครู หรื อ แนวการสอนของกรมวิ ช าการ โดยกำหนดเนื ้ อ หา สาระสำคัญ จำนวนคาบ เวลา และสัปดาห์ที่สอน ไว้ ตลอดภาคเรียนหรือตลอดปี การศึกษา ทำให้ผู้สอนได้ทราบว่าตลอดภาคเรียนนั้น ในแต่ละสัปดาห์จะต้องสอน เนื้อหาใดบ้าง จัดกิจกรรมข้อใด และเวลากี่คาบ ตัวอย่างกาหนดการสอนหรือหน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนสามารถเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ได้ด ้วยตนเอง โดยยึดสำคัญ คือ เขียนให้ครบทุกหัวข้อ และให้สอดคล้องสัมพันธ์กัน โดยเฉพาะหัวข้อการจัดการเรียนรู้ เป็นหัวข้อสำคัญที่ผู้สอนต้องออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้เป็นไปตามหลักการของ การจัดกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยอาจใช้กระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ เมื่ อ ผู้สอนได้ดำเนินการสอนตามแผนการเรียนรู้แล้ว ควรได้มีการบันทึกผลการจัดการ เรียนรู้ไว้ท้ายแผน เพื่อการปรับปรุงแก้ไขครั้ง ต่อไป ซึ่งจะทำให้การจัดการเรี ยนรู้ บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ 1. หัวเรื่อง 2. สาระสำคัญ 3. มาตรฐาน/ตัวชี้วัด 4. จุดประสงค์การเรียนรู้ (K-P-A) 5. สาระการเรียนรู้ 6. กิจกรรมการเรียนรู้ 7. สื่อและแหล่งเรียนรู้ 8. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ (K-P-A) 9. ความคิดเห็นของผู้บังคับบัญชาหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย (หัวหน้าหมวด) 10. บันทึกหลังการสอน หรือบันทึกผลการเรียนรู้ 11. ข้อเสนอแนะของผู้ที่ได้รับมอบหมายนิเทศ/ เสนอแนะ/ รับรอง เป็นการตรวจ แผนของรองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ 12. ข้อเสนอแนะ/ รับรองของผู้บริหารสถานศึกษา ลักษณะแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดี 1. เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่ดี ที่ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติให้มากที่สุด 2. เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนค้นพบคำตอบหรือทำสำเร็จด้วยตนเอง 3. เป็นกิจกรรมที่มุ่งให้ผู้เรียนรับรู้และเรียนรู้อย่างเป็นกระบวนการ และสามารถนำ กระบวนการไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน 4. เป็นกิจกรรมที่ผู้สอนได้ใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรู้เหมาะสมกับสาระการเรียนรู้และผู้เรียน 5. เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวัสดุอุปกรณ์ แหล่งการเรียนรู้ในชุมชน และภูมิปัญญาท้องถิ่น การจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ ขั้นตอนการจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ 1. ศึกษามาตรฐานการเรียนรู้ และมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นของกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่จะจัดทำ หลักสูตร เพื่อให้เข้าใจเป้าหมายและทิศทางของแผนการจัดการเรียนรู้ 2. วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น เพื่อกำหนดสาระการเรียนรู้ช่วงชั้น และกำหนดผลการ เรียนรู้ที่คาดหวังรายปี รายภาค เฉพาะระดับมัธยมศึกษาตอนปลายกำหนดสาระการเรียนรู้เป็น รายภาคเรียน 3. วิเคราะห์สาระการเรียนรู้ช่วงชั้นและผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรายปี/รายภาคเรียน เพื่อกำหนด เป็นสาระการเรียนรู้โดยเนื้อหาที่จะต้องเรียนให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของ ท้องถิ่นและชุมชน 4. นำผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรายปี รายภาค และสาระการเรียนรู้รายปี/รายภาค เรียนมาพิจารณาเพื่อจัดคำอธิบายรายวิชา 5. นำคำอธิบายรายวิชามากำหนดเป็นการเรียนรู้ หรือหน่วยการเรียนรู้ 6. นำหน่วยการเรียนรู้แต่ละหน่วยมาจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้เป็นรายหน่วย 7. นำแผนการจัดการเรียนรู้หน่วยมาจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้รายชั่วโมง คาถามท้ายบท 1. จงอธิบายความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ 2. จงอธิบายลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ดี 3. ให้นักศึกษาเลือกเนื้อหาวิชาภาษาไทยที่ตนสนใจ แล้วเขียนแผนจัดการเรียนรู้มาส่ง คนละ 1 แผน (แผนละ 20 นาที พร้อมนำเสนอ)

Use Quizgecko on...
Browser
Browser